4 โรคอันตราย!! หากลูกแมวมีอาการ ท้องเสียหรือถ่ายเหลว รีบพบหมอด่วน!!

0 Comments

            รู้หรือไม่!?? ภูมิคุ้มกันของลูกแมวแรกเกิดนั้นได้รับจากนมจากเต้าจองแม่แมว เนื่องจากในช่วงแรกเกิดนี้ ร่างกายของลูกแมวไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันเองได้ แต่ทว่าน้องแมวบางตัวได้รับภูมิคุ้มกันไม่เพียงพอ ทั้งได้รับนมแม่และกำพร้า ก็สามารถเป็นโรคได้เช่นกัน ซึ่งโรคส่วนมากที่พบบ่อยกับลูกแมว ก็คือ โรคไข้หัดแมว โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคหวัดแมว และโรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบติดต่อ สังเกตได้จากอาการที่ลูกแมวท้องเสีย ถ่ายเหลว ซึ่งหากพบอาการดังกว่าควรพาไปพบสัตว์แพทย์ทันที 

โรคอันตราย ภัยร้าย สำหรับลูกแมว

1.     โรคไข้หัดแมว

โรคไข้หวัดแมว มักพบในลูกแมวที่มีอายุตั้งแต่ 2-6 เดือน ซึ่งโรคไข้หัดแมวนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Feline Parvovirus ที่ร่างการไม่มีภูมิต้านทานไวรัสตัวนี้ จะแสดงอาการออกมาอย่างชัดเจน คือ น้องแมวถ่ายเหลว อาเจียน ท้องเสีย หรือในบางเคสอาจมีเลือดปนมากับอุจาระด้วย ความร้ายของเชื้อไวรัส Feline Parvovirus นี้ สามารถทำให้น้องแมวเกิดการตาบอก และเสียการทรงตัวได้ เนื่องจากเชื้อโรคนี้มีผลต่อสมองของน้องแมวเป็นอย่างมาก หากเลี้ยงไว้หลายตัว ควรจับแยกออกมา เพราะไวรัสตัวนี้ค่อนข้างติดได้ง่าย และไม่ควรใช้ของร่วมกับน้องแมวตัวอื่นๆด้วย เช่น ชามข้าว ถาดน้ำ ผ้าห่ม ที่นอน และที่สำคัญที่สุด ควรทำความสะอาดอยู่ตลอดๆ และดูแลน้องแมวอย่างใกล้ชิด


2.     โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวในแมว

สำหรับโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวในแมว เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ได้แต่เพียงรักษาตามอาการของนองเท่านั้น เช่นเดียวคนเราเมื่อเป็นมะเร็งแล้ว ไม่ว่าว่าจะเป็นมะเร็งส่วนไหนก็ตามก็ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ได้แต่รักษาตามอาการเท่านั้น  แต่ภัยร้ายไปกว่านั้นคือโรคนี้สามารถติดได้จากแม่แมวไปยังลูกแมวได้หากลูกแมวได้รับการสัมผัสน้ำลายหรือสารคัดหลั่งเช่น ปัสสาวะ หรืออุจจาระของแม่แมว หรือแมวตัวอื่นที่เป็นโรคนี้ ซึ่งอาการของโรคนี้จะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน เช่น ถ่ายเหลว ท้องเสีย ตัวเหลืองซีด ผอม ปากมีกลิ่นจากการอักเสบเรื้อรัง ไม่มีแรง อ่อนเพลีย หากพบอาการเหล่านี้ควรพาน้องแมวไปพบแพทย์ทันที และทำความสะอาดบริเวณที่เลี้ยงน้องแมวให้สะอาด เพื่อความปลอดภัยกับน้องแมวตัวอื่นๆ  และควรแยกของใช้ด้วยน้า


3.     โรคหวัดแมว

โรคหวัดแมวมีความรุนแรงตามภูมิคุ้มกันของน้องแมวในแต่ละตัว บางตัวมีอาการไอ จาม มีน้ำมูก ตาเยิ้ม หรือบางตัวอาจถึงขั้นเป็นปอดตับอักเสบ เช่นเดียวกับคน เมื่อเราเป็นหวัด อาการเริ่มแรกที่พบบ่อยก็จะเป็น ไอ จาม ครั่นเนื้อครั่นตัว ตาแดงเยิ้ม เป็นตัน ซึ่งโรคนี้สามารถติดต่อได้ง่ายมากๆ และโรคหวัดแมวสามารถเกิดได้จากการติดเชื้อหลากหลายชนิดอย่าง Feline herpesvirus ,Feline calicivirus และอื่นๆ ผ่านทางอากาศก็สามารถติดได้แล้ว ทางที่ดีควรเสริมภูมิคุ้มกันให้น้องแมวด้วยการฉีดวัคซีน อาหารเสริม หรือให้น้องแมวได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน เพียงเท่านี้น้องแมวก็ห่างไกลโรคได้แล้ว ^^ ทั้งนี้อาหารเสริมควรปรึกษาสัตว์แพทย์ก่อนให้น้องกินด้วย เพื่อความปลอดภัยจ้า 


4.     โรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบติดต่อ

การที่เราเลี้ยงน้องแมวไว้หลายตัวจนทำให้เกิดความแออัด และดูแลอย่างไม่ทั่วถึง สามารถส่งผลร้ายกับน้องแมวได้!! เพราะโรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบติดต่อมักพบบ่อยกับน้องแมวที่เลี้ยงหลายตัวและมีความแออัดตั้งแต่อายุ 3 เดือนขึ้นไปจนถึง 3 ปี เรียกได้ว่าโรคนี้เกิดได้ทั้งกับลูกแมวและน้องแมวที่โตเต็มไวแล้ว ซึ่งติดต่อกันทางน้ำลาย สารคัดหลั่ง อุจจาระ และการอยู่หรือใช้ของชิ้นเดียวกันกับน้องแมวที่เป็นโรคนี้ โดยเกิดจากการติดเชื้อไวรัส Feline Coronavirus และที่แย่ไปว่านั้นคือ โรคนี้ยังไม่มีการค้นพบ งานวิจัย หรือวิธีรักษาที่ได้ผล 100 เปอร์เซ็นต์

สำหรับอาการของโรคที่แสดงออกมาคือ ไม่ร่าเริง ผอมลง ไม่กินข้าว ท้องบวมน้ำเพราะมีของเหลวอยู่เป็นจำนวนมาก บางตัวอาจรุนแรงถึงชีวิตได้ ดังนั้นหากเราเลี้ยงน้องแมวหลายตัว ควรหมั่นพาน้องแล้วไปตรวจสุขภาพอย่างน้อย ปีละ 2 ครั้ง และไม่ควรขาดวัคซีน และหากพบอาการผิดปกติใดๆเกินขึ้นกับน้องแมว อย่านิ่งนอนใจ ควรปรึกษา หรือพบสัตว์แพทย์ทันที เพื่อความปลอดภัย และรวดเร็วต่อการรักษา


            การดูแลความสะอาด ใส่ใจ และดูแลสุขภาพน้องแมวเป็นเรื่องสำคัญ และใกล้ตัวมาก เพราะหากดูแลไม่ดีน้องแมวอาจติดเชื้อไวรัสต่างๆได้ง่าย ซึ่งทำให้เกิดโรค โรคไข้หัดแมว โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคหวัดแมว และโรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบติดต่อได้ง่ายเช่นกัน ทางที่ดีควรพาน้องแมวไปฉีดวัคซีนตามตารางระยะเวลาที่สัตว์แพทย์สั่งเพื่อช่วยให้ร้างกายน้องแมวสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองไว้สู้กับไวรัสต่างๆได้นั่นเอง

นอกจากวัคซีนแล้วอาหารที่น้องแมวกินเข้าไปก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน เมื่อน้องแมวได้รับวิตามินสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายแล้วก็สามารถสู้กับไวรัสได้ด้วยเช่นกัน แต่ทั้งทั้งนั้นควรให้น้องแมวกินในปริมาณที่เหมาะสม หากน้องแมวมีเกิดอาหารท้องเสีย อาเจียน ถ่ายเหลว ดูอ่อนเพลีย ผิดไปจากเดิม ไม่กินอาหาร ไม่ร่าเริง เก็บตัวผิดปกติ ควรพาน้องแมวไปพบสัตว์แพทย์ทันที เอาหล่ะแอดหวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์กับหลายๆท่าน และแอดขอให้น้องแมวของเหล่าทาสทั้งหลายมีสุขภาพแข็งแรงปลอดภัยจากโรคร้ายต่างนี้ด้วยน้า ^^ 

Categories:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *